แม่ฉันเอง ตัวเปรี้ยวไต้หวันเมื่อ 40 ปีที่แล้ว

อ่ะ อีก 2-3 วัน ฉันจะไปไต้หวัน ก็หาข้อมูลไปตามเรื่อง ไม่พ้นซีเหมินติ่ง จิ่วเฟิน กู้กง ฯลฯ

แต่ก็นึกขึ้นมาได้ หม่าม้าเราก็จบไต้หวันนี่หว่า ถึงจะ 40 ปีมาแล้วก็ตาม หม่าม้าเราเป็นนักเรียนไต้หวันยุคแรกๆ เพราะตอนนั้น ถ้าเดิ้นสุดก็จะไปอเมริกา ยุโรป ถ้ารองลงมาก็ปีนัง ไต้หวันเนี่ยแหละ

หม่าม้าถือว่าฮิปใช้ได้ เพราะพอเรียนจบประถม หม่าม้ามีความฝันอยากเป็นนักเรียนนอกเท่านั้น เพราะว่ามันเก๋ (หม่าม้าพูดเอง) ยังไงต้อรู้ไหมคะ หม่าม้าเลยเลือกต่อมัธยมที่โรงเรียนนานาชาติ เซเว่นเดย์ แอดแวนติส ที่ขณะนั้นเรียนแล้วยังต้องไปสอบเทียบ เพราะโรงเรียนนี้กระทรวงยังไม่รับรอง แถมเรียนเป็นภาษาอังกฤษ และจีนเท่านั้น

เรียกว่า เรียนจบแล้วเอ็นท์ทรานส์ยากแน่ ต้องต่อเมืองนอกเท่านั้น แม่แผนสูงมาก เพราะอาม่า(ยาย) ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่รู้ระบบหรอก จะเรียนอะไรก็เรียนไปเลยถ้าสอบได้

หลังจากที่แม่เรียนจบม.ปลายหรือเกรด 12 แม่บอกด้วยหน้าตากระหยิ่มว่า ‘ก็ได้ไปนอกสมใจ ด้วยการร้องไห้ใส่อาม่าเพียง 3 ครั้งเท่านั้น’ เรานับถือแม่ของเรามาก ณ จุดนี้ เพราะถือเป็นการละครขั้นสูง

แถมสิ่งที่หม่าม้าเรียน ไม่ใช้บัญชี หรือการบริหารที่ลูกจีนส่วนใหญ่จะฮิตเรียน หม่าม้าเราเลือกเรียน English Literature ว่ะ

นับถือแม่มาก

อ่ะ พอคุยกับแม่ เราก็คันขึ้นมา เพราะเพิ่งเห็นหม่าม้าในมุมใหม่ นอกจากหม่าม้าที่ชอบทำบุญ ดูเรียบร้อย อยู่กับร่องกับรอย ว่าจริงๆแล้ว หม่าม้าแอบเริ่ดอยู่เหมือนกัน

เลยถามว่า หม่าม้าคะ ตอนเรียนไต้หวัน เป็นไงบ้าง สนุกไหม

สิ่งที่แรกที่หม่าม้าเล่าด้วยความภูมิใจคือ หม่าม้าขาสวยสุดในมหา’ลัย

เชี่ย สนุกละหม่าม้ากู เราเลยถามต่อ แล้วหม่าม้าโชว์ป่ะ

หม่าม้าเลยเล่าว่า ตอนขนเสื้อผ้าจากเมืองไทยไป คือตอนนั้น แฟชั่นเมืองไทยเดิ้นกว่า ที่สำคัญสั้นกว่า

เพราะฉะนั้น หม่าม้าจึงเข้าลัทธิ ‘นุ่งสั้นฉันมั่นใจ’ ฉันขอดูรูป หม่าม้าเอาให้ดู แถมบอกวาป๊ายังไม่เคยเห็นนะ

โห ใบเตยคะ แฟชั่นคุณ หม่าม้าชั้นนำเทรนด์มาก่อนคุณนะคะ และวัยรุ่นหญิงไต้หวัน ถ้าขาสวยจะมุ่งตรงสู่มินิของมินิของมินิสเกิร์ต

ส่วนใครเป็นขาใหญ่ประจำซอย หม่าม้าบอกว่า เขาก็จะไปแนวฮิปปี้พี้ยา เสื้อยาว กางเกงขายาว ทำให้คิดได้ว่า ช่วงวัยรุ่นช่วงค้นหาตัวเอง แม่งหุ่นเอาก็กำหนดแนวเราเหมือนกัน

แต่รู้ไหมคะ สาวๆไต้หวันนุ่งสั้น แต่ขนรักแร้ยาวนะคะ เพราะไม่โกน  สลวยสวยเก๋ ซึ่งสิ่งที่ที่พีคสุดคือ แฟชั่นการอาบน้ำเสร็จแล้วมานั่งเป่าขนรักแร้ให้แห้งเนี่ยแหละ

เราถามต่อว่า หม่าม้าถือฮอตมั้ย ม้าตอบทันใด ฮอตมากกกกก  และอยู่ในกลุ่มที่ฮอต เพราะแม่เรียนเก่งมาก ได้ 4.00 Straight A ที่สำคัญหม่าม้าบอกว่า ม้า flirt มากด้วย โห

แถมเล่าต่อว่า ในกลุ่มหม่าม้า รวมถึงตัวหม่าม้าเอง เดตมาแล้วครบ AEC และ East Asia คิดว่าสามารถวิเคราะห์คร่าวๆได้

โดยถ้าคุณเป็นผู้หญิงในไต้หวันเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ถือว่าได้เปรียบ เพราะเป็นธรรมเนียมว่า ผู้ชายเป็นคนเปย์สถานเดียวค่ะ

และต้องมีความครีเอทิฟในการจีบหญิงด้วยนะ

เพราะฉะนั้น หนุ่มฮ่องกง ที่เรียนเก่งสุด บ้านรวยสุด มีรถขับ จะเป็นคู่เดตที่แย่ที่สุด เพราะอะไรรึคะ เพราะเขาจะนัดเดตคุณด้วยการเลี้ยงติ่มซำ แถมไม่มีฮะเก๋า หรือ ขนมจีบด้วย เลี้ยงแต่ซาลาเปา และไม่ค่อยยอมไปส่งบ้าน

ส่วนคนอินโดนี่ถือเป็นนักรักอันดับหนึ่ง เพราะเปย์ทุกอย่างตั้งแต่ Seafood (ใช่ค่ะ เขาวัดความเริ่ดที่ Seafood) ขนม พาไปส่งบ้าน และถ้าคบไปนานๆ จะพาแบกเตาถ่านและเนื้อ เดินขึ้นเขาไปก่อไฟปิ้งย่างด้วย เท่โคตร ซึ่งแม่บอกว่าแอบอันตราย เพราะบนภูเขา ย่างไป กินไป ก็กลัวโดนปล้นไป เพราะเปลี่ยวมาก และเป็นป่าละเมาะ แถมวันดีคืนดีมีมาร้องเพลงจีบด้วย โอ้ย ครบเครื่อง

และไม่น่าเชื่อว่าหนุ่มเกาหลีที่แฟชั่นที่สุด เมื่อ40 ปีที่แล้ว ณ ไต้หวัน จะถือว่าเป็นหนุ่มที่เชยสุด แต่งตัวลุงสุด แต่มือปลาหมึกสุดนะค้า

ส่วนหนุ่มไต้หวัน ถือความเสมอภาคสุดขีด ไม่มีการลุกให้นั่ง ถือของหนัก ไปส่งบ้าน แต่สิ่งที่พวกเขามีคือความเสมอภาค และให้เกียรติในความสามารถและความคิด เพราะฉะนั้นเขาจะพาคุณไปแฮงเอาต์เอาดอร์กับคุณในทุกที่ ไม่มีการแบ่งหญิงชาย เช่นไปตกปลา ไปแทงสนุกเกอร์ แม้กระทั่งไปบาร์ที่มีผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยมาเสิร์ฟ ถือว่าเปิดโลกมาก

ส่วนผู้ชายไทย สำหรับคนไต้หวัน และนักเรียนOverseas ที่นั่น หม่าม้าบอกว่าเป็นที่ต้องการสุด เพราะผู้ชายไทย ตอนจีบเหมือนพระเอกหนังไทยสมัยนั้น ปากหวานสุด เอาใจเก่ง เปย์มาก และที่สำคัญมีความสุภาพบุรุษ แบบเปิดประตูรถ ยกของหนัก แถมห้าวด้วย ถ้าไปด้วยกันแล้วเกิดมีใครมามองหญิง พร้อมหาเรื่องทันที โดยจะดันผู้หญิงไปหลบหลัง เท่โคตร

พอหม่าม้าเล่าให้ฟังไปเรื่อย ม้าก็บอกว่า ตอนนั้นสนุกมาก เพราะเต็มที่กับทุกอย่าง และเป็นการไกลพ่อแม่เป็นครั้งแรกในชีวิต

ชีวิตเป็น loop คือ เรียน เที่ยว เล่น จีบกัน เลิกกัน ไปกับเพื่อน ลองทุกสิ่งทุกอย่างที่ลองได้ อย่างเช่น ลองประหยัดด้วยการจุดเทียนอ่านหนังสือแทนการเปิดไฟ ซึ่งเกือบโดนไฟคลอกตายยกหอ อะไรแบบนี้เป็นต้น

ฉันเลยคิดวัยรุ่นสมัยไหนก็เหมือนกัน มันเหนื่อย มันทดลอง และที่สำคัญมันสนุกมาก

และTransition จากวัยรุ่นตัวเปรี้ยวมาเป็นหม่าม้าหรือพ่อแม่ของพวกเรานี่มันต้องผ่านอะไรมาเยอะนะ

หม่าม้าบอกว่าเคยคิดเหมือนกันว่า ความสนุกแบบวัยมหาลัยแบบนั้น มันคงไม่หวนกลับมาแล้ว

ใช่ วัยรุ่นไม่หวนกลับมา แต่หม่าม้าคอนเฟิร์มว่า ความสนุกไม่หายไปไหน และไม่ได้มีแต่เรื่องที่คนอื่นคิดว่าสนุกถึงจะสนุกนะ

ทุกวัย ทุกช่วงชีวิต มันมีเรื่องสนุกทั้งนั้นแหละ

อย่างวัยหม่าม้า คือกินของอร่อย ลูกมาหา เม้าเพื่อนบ้าน เม้าญาติ นี่โคตรสนุกเลย

เออ ก็จริงว่ะ เห็นด้วย เพราะนี่คุยกับแม่ไปก็เม้าท์ชาวบ้านไป สนุกด้วยอ่ะ

ไปละ บาย

{{brizy_dc_image_alt imageSrc=

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

เพราะปริมาณฝุ่น PM 2.5 ที่มากเกินมาตรฐานของประเทศไทยโดยเฉพาะที่เกินจนถึงเขตอันตรายในเขตกทม. ทำให้เกิดการตื่นตัวอย่างมาก อย่างในโซเชียล จะเห็นข่าวนี้อยู่ตลอดเวลา โดยปัญหานี้ล่าสุด ทางกทม.ได้แก้ปัญหาด้วยการแจกหน้ากากอนามัย 10,000 ชิ้น (แต่คนในกทม.มีจำนวนกว่า 5.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2018 ข้อมูลจาก กองยุทธศาสตร์บริหารจัดการ สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล) รวมถึงทางรัฐได้ประกาศว่าเป็นสถานการณ์ไม่ฉุกเฉินเพราะเมื่อปี […]
ตั้งแต่แอปส่งอาหารเฟื่องฟู พูดเลยว่าฉันคิดผู้ส่งหลายคนไม่ควรมาส่งอาหารค่ะ เขาควรไปลงแข่งMOTO GP หรือถ้าให้ดีไปว่านั้น เขาควรเป็นสตั๊นแมนค่ะ เนื่องฝีมือการขับที่ฉวัดเฉวียนแบบเชี่ยวชาญ และความกล้าที่จะมุดและแซงในที่ที่สามารถไปสบายได้ง่ายๆถ้าพลาดเพียงนิดเดียว ที่เป็นอย่างนี้เพราะเขาพยายามทำงานของเขาให้ดี ส่งอาหารให้ทันเวลา และไม่ใช่แค่เหล่าไบค์เกอร์ของแอปส่งอาหารเท่านั้น เหล่าวินที่ชำนาญการก็ทำได้เช่นกัน ที่สำคัญเขาฉวัดเฉวียนแบบมีผู้โดยสารได้ด้วย พูดเลย พวกเขาเป็นคนใจเพชร และฉันขอส่งวินอโศกเข้าประกวด อันนี้หลายปีมาแล้วนะคะ แต่เห็นพนักงานจากแอปส่งอาหารขับกันดุมากเลยนึกถึง พูดเลย ถ้าสวนสยามมันไกล […]

Subscribe

ร่วมติดตาม.

“กราบขอบพระคุณ

รำอวยพรพวกคุณในใจค่ะ”

{{brizy_dc_image_alt imageSrc=
Scroll to Top