หนอนหู ไชสมอง ไชสติ และบางครั้งไชสู่ long lost memory

ขอแนะนำอาการหนอนหูก่อน  มันคืออาการที่มีเพลงบรรเลงในหัวแบบเราแบบไม่ได้ตั้งใจ ข้อสังเกตุคือ มักไม่จบเพลง มาเป็นฮุค มาเป็นห้วง ที่สำคัญ เพลงหนอนหู หรือภาษาอังฤษเรียกว่า  Ear worm แบบนี้ จะมาตอนที่เราไม่มีสติ

เราจะเรียกว่ามันว่าติดหูก็ได้ คุณจะรู้สึกคุ้นเคยกับมันมากกว่า

เพลงที่ฮิตๆที่มักจะบรรเลงในหัวที่ติดอันดับคือ ”แลคตาซอย 5 บาท ร้อยยี่สิบห้ามิลลลิตร…..”   ”วันนี้ เป็นวันสงกรานต์ …” อาการแบบนี้ ฉันเชื่อว่าทุกคนเคยเจออยู่แล้ว

วิธีง่ายๆในการสลัดมันออกจากหัวคือ ร้องให้จบเพลง หรือ มีสติให้มาก

ล่าสุดเพลงที่ติดหูขึ้นมา ระหว่างแซงบี้กับกระบะคันข้างคือ ”มาสิมารำ เราหญิงชายมาร่ายรำ ร่ายรำร่ายรำโคมงาม….”

แอบกลัวตัวเองนิดหน่อย เพราะระหว่างแซงกัน เพลงนี้ไม่ควรดังขึ้นที่สุด ไม่สิ ไม่ควรมีเพลงอะไรก็ตามดังขึ้นในหัวเลย เพราะมันควรจะมีสมาธิที่สุด เพราะการแซงกันกันบนซูเปอร์ ไฮเวย์ มันต้องมีสติ

อาการนี้มันมีอานุภาพ และที่สำคัญอันตรายนะ เพราะถ้าทำกิจกรรมที่ต้องการสมาธิเช่น การผ่าตัด หรือการตัดผม ถ้า ear worm มาเมื่อไหร่ เรือหายแน่นอน

อาการนี้ มันไม่ใช่โรค ไม่ใช่เรื่อง Serious มันแค่เป็นภาวะของสติเราเท่านั้น แต่ที่แน่ๆ อาการนี้ฮิตไม่ใช่เล่น เพราะถึงกับมีเวบไซต์ที่รวบรวมเพลงear worm เอาไว้ด้วย ชื่อว่า earwormery.com โดยนักวิทยาศาสตร์ ชื่อDr. Vicky Williamsom นักจิตวิทยาสายเพลง ซึ่งเขามาวิเคราะห์เอาไว้ด้วยว่า เพลงประเภทไหนที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นเพลง ear worm ที่สุด เพราะมีเพลงไม่เกิน 12 เพลงจาก 1000 กว่าเพลงเท่านั้นที่มีผู้เลือกมาซ้ำกัน

สิ่งที่เหมือนกันคือ เพลงที่เราติดหู จะเป็นเพลงที่ได้ฟังมันหลายๆครั้ง  ทั้งนี้ไม่จำกัดว่าเพิ่งฟังหรือฟังมานานแล้ว

เพราะสมองคนมันมีที่เก็บ Memory เหมือนเป็นFile ต่างๆเป็นล้านไฟล์ วิธีเปิดไฟล์ต่างๆก็คือ การนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเราจะนึกถึงอะไร เราจะต้องมีสติและตั้งใจ

แต่ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจ หรือขาดสติ Fileในหัวเราก็อาจเปิดเองได้ อย่างเช่น เพลง ear wormต่างๆ ที่มาแบบไม่ให้เราตั้งตัว

ที่สำคัญเวลาเพลง ear worm มันลั่น บางครั้งมันก็มาพร้อมกับความทรงจำที่ลืมไปนานแล้ว เพราะคนเราจำได้จากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

ในกรณีนี้ เสียงมา memory มาค่ะ

ทั้งหมดแล้วคือจะเล่าว่า มีเรื่องที่เพิ่งจำได้ทั้งๆที่ลืมไปนานแล้ว มันมากับเพลง มาสิมารำ เพื่อนหญิงชายมาร่ายรำ (ใครร้องได้ ร้องเลย) มันคือเพลง รำโคมบัว แต่งคำร้อง คุณยงค์ อิงคเวทย์

เพลงนี้ที่เราได้ยินบ่อยๆคือ ตอนอยู่ ป.2    ในส่วนของการรำ และการร้อง เราจำไม่ได้หรอก แต่ memory ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น จำได้แม่น มันลอยกลับมา เรื่องนี้เพื่อนไม่มีใครรู้ เพราะรู้กันแค่เรากับครูสาย(นามสมมติ)

คือ ในวิชาศิลปะ ก็มีการเรียนการปั้นดินน้ำมัน เพื่อนบางคนที่ไฮโซ ก็จะมีดินน้ำมันหลากสี มีกระทั่งสีขาว ตอนนั้นถือว่าเจ๋งมาก

ส่วนฉัน ตอนนั้นบ้านไม่ค่อยมีตังค์ เลยมีดินน้ำมันสีเดียว คือสีแดง ครูบอกว่าให้ปั้นอะไรก็ได้ ฉันก็เชื่อฟังครู

เห็นเพื่อนปั้นของต่างๆ เช่น ปั้นสตรอเบอรี่ ปั้นหมา แมว หลากสี ไฮโซมาก ไอ่เราก็อยากจะสู้

ตอนนั้นที่บ้าน พ่อฉันชอบเล่นพระ (แบบสะสมพระนะคะ อย่าคิดเป็นอื่น) ช่วงป.2นั้น สิ่งที่พ่ออินมากและมีเต็มบ้านคือ ปลัดขิก โดยเฉพาะ ปลัดขิกของหลวงพ่ออี๋ เสมือนจริงมาก ใหญ่ประมาณศอก

มันอยู่ในเก๊ะเงิน ที่บ้านฉันเป็นร้านค้า บางทีพ่อแม่ก็ให้ฉันมานั่งเฝ้าร้าน (ใช่ เฝ้าตั้งแต่ป.2) ฉันว่างๆไม่มีอะไรก็หาอะไรเล่นไปตามเรื่อง บางครั้งก็เอาปลัดขิกมาโบกเป็นดาบ คิดว่าเป็นอาวุธ(ในตอนนั้นนะ)

วันนึงแม่มาเห็น (ก็น่าจะ)ตาเหลือก มาบอกว่าห้ามเล่น ต้องเก็บเอาไว้ มันเป็นอาวุธร้ายแรง (เห็นไหมคะ คุณแม่ทั้งหลาย หลอกเด็กไม่ดี) มันไม่ได้มีกันทุกบ้าน ของบ้านเราแพง เดี๋ยวหาย (อะไรเทือกนั้น เอาแบบแน่ๆก็จำไม่ได้ทั้งหมดเหมือนกัน) แต่ที่จำได้คือมันคือ อาวุธ และมันแพงมาก

กลับมาที่คลาสปั้นของครูสาย ดินน้ำมันเรากระจอกมาก เพราะฉะนั้น subject matter (สิ่งที่เราปั้นถึง)ของเราต้องอลังการ ไงล่ะคะ สิ่งที่ rare item ที่สุดที่บ้านฉันพึงจะมี(ในตอนนั้น) คือ ปลัดขิกหลวงพ่ออี๋เนี่ยแหละ แน่นอน (เสียงMC) ณ จุดนี้ สิ่งที่ปั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลย นอกจาก ปลัดขิก แถมฉันแอดแวลูไปด้วยว่า ยิ่งใหญ่ยิ่งดี ในความทรงจำ มันใหญ่เท่าแขนเด็ก

แน่นอน รูปทรงมันปั้นง่ายมาก ฉันปั้นเสร็จคนแรก เอาไปอวดเพื่อน (อันนั้นจำฟีดแบคไม่ได้ น่าจะอะหูอะหา แต่คงไม่เท่าไหร่เพราะไม่น่าจะรู้จัก) และรี่เอาไปอวดครูสาย

นี่แหละที่เพลง ear worm มาซิมา รำทำหน้าที่ นำความทรงจำกลับมา เพราะดิฉันจำฟีดแบคครูสายได้แม่นยำเหมือนเกิดเมื่อวาน สิ่งแรกคือ ครูโกรธมาก จนเรียกมาด่ากัน 2 คน ด่าเงียบๆแต่ ด่ามากมาย และหยิกอยู่ได้ แขนเขียวไปหมด 1 คำที่จำได้คือ ไปเอาของแบบนี้มาจากไหน ซึ่งฉันก็ตอบไปตามที่รู้ว่า เอามาจากลิ้นชักของพ่อแม่

คือ ที่จำแม่น เพราะไม่เคยเห็นคนหน้าแดงมาก่อนในชีวิต (ตอนนั้น ป.2) ครูสายหน้าแดงจัด พูดเสียงสั่นให้ฉันไปแก้ให้เป็นอย่างอื่น ยังจำได้เลยว่า ฉันถามว่ามันคืออะไร อาวุธอะไร ครูไม่ตอบ แต่สั่งอย่างหนักว่าให้เปลี่ยน พร้อมสั่งไปหยิกไป เออก็ได้ ไม่อยากรู้ก็ได้ เปลี่ยนก็ได้ โอ้ย เจ็บบบบ

วันนั้น ถ้าใครจำได้ งานปั้นของดิฉัน แก้จาก ปลัดขิก เป็น มะเฟือง คือเป็นแท่งและมีหยักๆเพิ่ม (เพราะที่บ้านชอบกินมะเฟืองมาก)

ผลคือ ครูสาย หยิกอีกระลอกใหญ่ ฉันก็ถามเหตุผล แต่ครูไม่ตอบ หยิกลูกเดียว หน้าก็แดงขึ้นเรื่อย

ฉันก็เจ็บ เมื่อเจ็บก็โมโห เจ็บมาก โมโหมาก และความรู้สึกตอนนั้นคือเรารู้สึกว่าเราไม่ผิดเลย ครูสายจะโกรธเราทำไม

เออ เลยรู้ละ ทำไม ear worm เพลงนี้ถึงมาตอนเราบี้แซงกับกระบะ เพราะเราโมโหมากนั่นเอง

เลยเริ่มเข้าใจการทำงานของ เพลงที่ติดหู มันจะมาถ้าเราขาดสติ และเมื่อเรามีสติ และรับรู้ถึงเพลงในเล่นอัตโนมัติในหัว

บางครั้ง long lost memory มันจะกลับมา

ขอเอาเนื้อร้องของเพลง รำโคมบัว มาให้ดูกัน เผื่อจะมีใครมี memory เกี่ยวกับเพลงนี้ที่ต่างไปจากฉัน

เพลง รำโคมบัว 

คำร้อง คุณยงค์ อิงคเวทย์ 

มาซิมารำเพื่อนหญิงชายมาร่ายรำ                   ร่ายรำร่ายรำโคมงามหาความเพลิดเพลินใจ
แสงโคมสว่างไสวเราแลไปคล้ายดวงดาว        เหลืองสลับขาวแดงน้ำเงินงามอร่ามตา
ชูไปทางขวาแล้วย้ายมาชูทางซ้าย                 ก้าวเท้าก้าวเท้าเดินไปพร้อมกับจังหวะดนตรี
แล้วพลันหยุดกลับหลังหัน                              พร้อมกันนั่นเดินกลับทันที
ยืนอยู่กับที่                                                      ฟังเสียงเพลงบรรเลงต่อไป  

สำหรับคนที่จากรู้ว่าหน้าตา ปลัดขิกหลวงพ่ออี๋หน้าตาเป็น search ค่ะ มันมีมากมาย

ไปละ บาย

อ้างอิง

https://www.bbc.com/news/magazine-17105759

http://www.thaidances.com/picture&data/3_4.asp

{{brizy_dc_image_alt imageSrc=

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

เพราะปริมาณฝุ่น PM 2.5 ที่มากเกินมาตรฐานของประเทศไทยโดยเฉพาะที่เกินจนถึงเขตอันตรายในเขตกทม. ทำให้เกิดการตื่นตัวอย่างมาก อย่างในโซเชียล จะเห็นข่าวนี้อยู่ตลอดเวลา โดยปัญหานี้ล่าสุด ทางกทม.ได้แก้ปัญหาด้วยการแจกหน้ากากอนามัย 10,000 ชิ้น (แต่คนในกทม.มีจำนวนกว่า 5.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2018 ข้อมูลจาก กองยุทธศาสตร์บริหารจัดการ สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล) รวมถึงทางรัฐได้ประกาศว่าเป็นสถานการณ์ไม่ฉุกเฉินเพราะเมื่อปี […]
ตั้งแต่แอปส่งอาหารเฟื่องฟู พูดเลยว่าฉันคิดผู้ส่งหลายคนไม่ควรมาส่งอาหารค่ะ เขาควรไปลงแข่งMOTO GP หรือถ้าให้ดีไปว่านั้น เขาควรเป็นสตั๊นแมนค่ะ เนื่องฝีมือการขับที่ฉวัดเฉวียนแบบเชี่ยวชาญ และความกล้าที่จะมุดและแซงในที่ที่สามารถไปสบายได้ง่ายๆถ้าพลาดเพียงนิดเดียว ที่เป็นอย่างนี้เพราะเขาพยายามทำงานของเขาให้ดี ส่งอาหารให้ทันเวลา และไม่ใช่แค่เหล่าไบค์เกอร์ของแอปส่งอาหารเท่านั้น เหล่าวินที่ชำนาญการก็ทำได้เช่นกัน ที่สำคัญเขาฉวัดเฉวียนแบบมีผู้โดยสารได้ด้วย พูดเลย พวกเขาเป็นคนใจเพชร และฉันขอส่งวินอโศกเข้าประกวด อันนี้หลายปีมาแล้วนะคะ แต่เห็นพนักงานจากแอปส่งอาหารขับกันดุมากเลยนึกถึง พูดเลย ถ้าสวนสยามมันไกล […]

Subscribe

ร่วมติดตาม.

“กราบขอบพระคุณ

รำอวยพรพวกคุณในใจค่ะ”

{{brizy_dc_image_alt imageSrc=
Scroll to Top