เพราะปริมาณฝุ่น PM 2.5 ที่มากเกินมาตรฐานของประเทศไทยโดยเฉพาะที่เกินจนถึงเขตอันตรายในเขตกทม. ทำให้เกิดการตื่นตัวอย่างมาก อย่างในโซเชียล จะเห็นข่าวนี้อยู่ตลอดเวลา
โดยปัญหานี้ล่าสุด ทางกทม.ได้แก้ปัญหาด้วยการแจกหน้ากากอนามัย 10,000 ชิ้น (แต่คนในกทม.มีจำนวนกว่า 5.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2018 ข้อมูลจาก กองยุทธศาสตร์บริหารจัดการ สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล)
รวมถึงทางรัฐได้ประกาศว่าเป็นสถานการณ์ไม่ฉุกเฉินเพราะเมื่อปี 2017 หนักหนาสาหัสกว่านี้มาก
นี่คือ สิ่งที่ทางหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการทั้งปวงด้วยภาษีจากประชาชน ได้จัดการกับปัญหาPM 2.5
กลับที่ภาคประชาชนบ้าง ที่การตอบสนองต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ ตื่นตัวและตื่นเต้นกว่ากันมาก สิ่งที่แรกที่คนaction คือการหาหน้ากาก N95 ที่ขาดตลาดเรียบร้อยแล้วตอนที่ดิฉันเขียนอยู่นี้
เหล่าผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการได้ออกมาเตือนว่าควรหยุดโรงเรียน และกิจกรรมกลางแจ้งทั้งปวง โดยพวกคุณที่อ่านอยู่นี่คงต้องได้เห็นจากโซเชียลมีเดียบ้างแล้ว
และใช่ค่ะ ปัญหาหมอกควันพิษเป็นเพียงหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทรุดเรื่อยๆของประเทศไทย
สิ่งที่เราถูกปลูกมาเรื่อยๆว่า เมืองไทยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เริ่มเปลี่ยนไป เพราะปลาอาจกินแล้วตาย ข้าวเพียงสัมผัสรวงอาจคันคะเยอ ผื่นขึ้น หรือถึงตายเพราะสารเคมี
ไม่นับน้ำเน่าเสีย พื้นที่สีเขียวที่หายไปเรื่อยๆ ขยะพิศที่ล้นเหลือ และอื่นๆอีกมากมาย
สิ่งแวดล้อมควรเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องป่าวประกาศอย่างแข็งขัน ให้ความสำคัญมากถึงมากที่สุด
เพราะสิ่งแวดที่ดี คือมีอากาศที่ดีขึ้น มีอาหารที่ดีขึ้น มีที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้น การเดินทางที่ดีขึ้น สุขภาพกายดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึน ทุกคนจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และดีไปพร้อมๆกัน
ณ ตอนนี้เราเริ่มเห็นว่า ภาคเอกชน และประชาชนคนไทย ได้เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และเริ่มเห็นการออกมาaction กันแล้ว เริ่มมีร้านrefill bar ที่จะลดการใช้ Packaging เห็นคนที่งดรับถุงพลาสติก การอนุรักษ์ต้นไม้ การrecycle ฯลฯ
แต่รัฐคะ รัฐผู้มีเสียงที่ดังที่สุด ที่อำนาจจัดการมากที่สุด กลับมองไม่เห็นความสำคัญนี้ กลับผลักให้พ้นตัวว่าปีที่แล้วหนักกว่านี้อีก มันคือตรรกะที่ผิดนะคะ ทำไมเราจะต้องเอาสิ่งที่แย่ที่สุดที่เคยเจอมาเป็นเกณฑ์วัดวิกฤต มันควรวัดวิกฤตที่ผลเสียที่มีต่อสังคม และสุขภาพคนไม่ใช่เหรอ
สาเหตที่รัฐที่มีหน้าที่บริหารประเทศให้มีประสิทธิภาพ ได้มองข้ามเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างหนักคืออะไร
ที่บอกว่ามองข้ามเพราะมีหลักฐานมากมาย ขอกล่าวเฉพาะกทม.เพราะรู้จักจังหวัดนี้ดีที่สุด และเป็นจังหวัดที่คนเยอะที่สุด และปัญหาเยอะสุดค่ะ
เช่น เรามีกฎหมายห้ามรถแทกซี่ และรถสาธารณะที่ห้ามเก่าเกินกว่า 9 ปี แต่ว่ารถเมล์และรถไฟที่ผลาญพลังงาน และผลิตไอเสียมันเก่าเกินนะคะ ที่เห็นบางรุ่นคือปี 1991 นั่นคือ 28 ปี เก่าเบอร์นี้ไม่แปลกที่ควันจะดำ จะเป็นมลพิษ
หรือตอนนี้มีการสร้างรถไฟฟ้าทั่วกรุงแต่ไม่มีการปิดกั้นฝุ่น หรือกั้นอันตรายใดใด ของร่วงใส่คนได้ตลอดเวลา
หรือปัญหาน้ำเน่าเสียที่ยังคงปล่อยให้มีบ้านเรือนและโรงงานปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ ทะเล และลำน้ำสาธารณะ
หรือปัญหาที่ไม่มีพื้นที่สีเขียว และพื้นที่ว่างที่เพียงพอ ไม่มีการวางผังเมือง แถมอนุญาตให้ทุกอยางอยู่ติดกันไปหมด ไม่มีที่กระจายไอเสีย น้ำเสีย และของเสีย เพราะประชาชนมาก เท่ากับของเสียมากตามไปด้วย
นี่คือวิกฤตค่ะ
แต่ทำไมมองข้ามกัน
กลับให้ความสำคัญ และตื่นตัวกันมากอย่างการที่นักเรียนจะแต่งตัวไปรเวท หรือการซื้อรถถัง หรือการมีเรือดำน้ำ ฯลฯ
อ่ะ โอเคค่ะ มีก็ดี มันก็สำคัญ
แต่สิ่งนี้ทำให้ดิฉันมีข้อสังเกตุคือ รัฐมักให้ความสำคัญกับสิ่งที่จับต้องได้ ใจร้อน ง่าย และไม่เสี่ยงต่อการโดนด่า เช่นการแต่งกาย วัฒนธรรมไทย(ซึ่งจริงๆแล้วคืออะไร มันยากมากเลยนะคะที่จะนิยาม) รถถัง เรือดำน้ำ การไหว้ การสร้างสิ่งต่างๆ สิ่งเหล่านี้พอสั่งปุ๊บ มันเห็นผล คนก็ชม
แต่ในเรื่องสิ่งแวดล้อม มันไม่ใช่สิ่งเราจะมองเห็นมัน มันใช้เวลากว่าจะรับรู้ถึงผล มันยากกว่า และที่สำคัญที่สุด มันเสี่ยงกับการโดนด่ามากที่สุด
ดิฉันเข้าใจว่าถ้ารัฐจะไปสั่งปิดโรงงาน เวรคืนที่ดินเพื่อทำสวนสาธารณะ การยกเลิกรถเมล์รถไฟรุ่นสงครามโลก การเข้มงวดอย่างหนักกับการทิ้งขยะ การห้ามเทน้ำเสียลงลำน้ำสาธารณะ ถ้าทำลงไปแรงเสียดทานมากมาย โดนด่าแน่นอน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือ รัฐคะ ตอนนี้ที่ไม่ได้ขยับตัวจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่โดนด่านะคะ
โดนด่าเยอะ โดนสาปแช่งเยอะ เช่นกัน
และใช่ การactionเรื่องสิ่งแวดล้อมมันยาก
แต่จะยากกว่านี้ ถ้าสิ่งแวดล้อมแย่กว่านี้ ที่มันจะไปถึงจุดที่ไม่สามารถกู้อะไรคืนมาได้ นั่นยากกว่ามากค่ะ
ทุกคนมีหน้าที่ ดิฉันในฐานะพลเมืองทีหน้าที่ประกอบสัมมาอาชีพที่สุจริต (ถ้าทุจริตก็จะเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะมาจับดิฉันค่ะ) และดิฉันมีหน้าที่เสียภาษีอากร ซึ่งเสียเต็มที่
รวมถึงคนไทยทุกคนได้เคยเสียภาษีมาแล้วทั้งนั้น อย่างน้อยก็คือภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7 ล่ะค่ะ
เพราะฉะนั้น รัฐคะ รัฐผู้มีหน้าที่บริหารประเทศบนพื้นฐานของภาษีที่เก็บได้ในแต่ละปี โปรดอย่าเอาภาษีไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เลยนะคะ
ซึ่งการผิดวัตถุประสงค์ในที่นี้ นี่รวมการเอาไปใช่จ่ายแบบไม่ได้กลั่นกรองด้วยนะคะ
รวมถึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญของรัฐที่จะหาความรู้ และใช้พละกำลัง รวมถึงสติปัญญาในการบริหารประเทศอย่างเต็มที่ด้วย ดิฉันยังเชื่อในตัวพวกคุณนะคะ
รัฐคะ คุณทำได้ ทำเถอะค่ะ
และดิฉันเชื่อว่าคนไทยทุกคนรักประเทศไทย โปรดอย่ารักด้วยอารมณ์โรแมนติกเท่านั้น แต่ได้โปรดทำactionด้วย เรามาช่วยทำให้ประเทศไทยของเราเป็นที่ที่ดีขึ้นเถอะค่ะ
ดิฉันเชื่อว่าทุกคนทำได้
สวัสดีค่ะ
ไปละ บาย




