สัก 10ปีที่แล้ว ตอนที่ยังสาวกว่านี้(คำนี้เป็นคำนี้เขียนแล้วเขินตัวเองเหมือนกัน แต่10 ปีที่แล้ว ก็ใช้คำว่า “เด็ก”ไม่เหมาะเหมือนกัน มันคือความเจ็บปวด โดยเฉพาะเวลากรอกข้อมูลใดใดก็ตาม แล้วการหาปีเกิด มันคือการไถหน้าจอที่ยาวมาก ตัวเลขหมุนติ้วอย่างกับตัวเลขตอนเติมน้ำมัน ฮ่าลาก)
ฉันเองได้เกิดดวงตาเห็นธรรม เห็นว่า ย่านคลองถมที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก เริ่มไม่ค่อยปลอดภัยในเวลากลางคืน
เพราะในย่านนี้ที่ฉันคุ้นเคยมานานแสนนาน ยามค่ำคืนเป็นย่านที่น่าเดินเหมือนกัน คือทุกอย่างเงียบหมด อากาศเย็น ไม่ได้ร้อนหมาหอบเหมือนตอนกลางวัน
ในเวลาฟ้ามืด บางทีก็มีกลุ่มคนงานร้านลูกปืนเก่าจะมาเตะบอลบ้าง หรือมีคนบ้ามานอนตามแผงลอยที่ขายกลางวัน แต่ร้างในเวลากลางคืน หรือไม่ก็คนนที่ยังไม่อยากนอนก็เดินและขับรถไปหาอะไรกินใกล้ๆอย่างเยาวราช หรือเลยไปย่านฝั่งธน
ถือว่าไม่ได้ร้างผีหลอกอะไรนักหนา
ฉันเองก็ออกกลางคืนบ่อย โดยเฉพาะตอนที่โตแล้ว เรียนจบแล้ว ทำงานแล้ว
นั่นคือ ฟ้าไม่มืด ไม่กลับบ้านค่ะ แบบกลับบ้านช่วงเย็นแล้วรู้สึกแปลกๆ พ่อแม่ทักกันเลยทีเดียวว่า “ตกงานเหรอ”
การกลับดึกบ่อยๆกลายเป็นความเคยชิน ยิ่งได้งานที่ต้องกลับดึกอย่างการทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายงานวัยรุ่นสดอย่าง “fivelive” (ผู้ที่รู้จัก ฉันขอบคุณพวกคุณมากๆ)
เวลาปกติที่เลิกงานคือ ตีหนึ่งครึ่ง ถึงบ้านก็ตีสองขึ้นไป
การอยู่ในคลองถม ไม่มีที่จอดรถ ต้องถ่อไปจอดในวัดที่ไกลออกไปประมาณ 900 ม. แล้วเดินเข้าบ้าน ระยะเดิน 900 ม.นั้นไม่เคยมีภยันตรายมากล้ำกราย
จนมาวันหนึ่ง ระหว่างที่เดินก็ไม่มีอะไร อากาศเย็นสบายเก๋ๆ ฉันขี้เกียจเอาของลงที่บ้านเลยไปที่จอดรถและแบกทั้งหมดมา
เมื่อถึงหน้าบ้าน ก็ไขกุญแจประตูเหล็กพับได้หน้าบ้านที่เป็นร้านค้าปกติ
จู่ที่คอก็เย็นขึ้นมา ขนลุกซู่
ไม่ได้ผีหลอกค่ะ แต่เป็นมีดยาวประมาณ 1 ฟุตจ่อมา มือฉันยังไขกุญแจอยู่เลย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก บทสนทนามีเพียงจากฉันที่บอกผู้จี้ว่า “ไม่ต้องจิ้ม เดี๋ยวให้หมดเลย”
ส่วนผู้จี้ที่มา 3 คน เป็นเด็กวัยรุ่นชายที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์มาจอดจี้ไม่พูดอะไร เอามีดไสให้ฉันไปในตรอกข้างบ้าน
เหมือนละครใบ้ หรือการสื่อสารทางจิต ฉันเอามือปิดปาก เพื่อแสดงว่าไม่ร้องแน่นอน (ในใจอยากจะกรี๊ด แต่กลัวโดนแทง คิดในหัวละ ไม่คุ้ม)
โยนเป้ทั้งในให้เขา แล้วเอามือปลิ้นกางเกงว่าไม่มีอะไรแล้ว
พวกเขาเอาเป้ไปทั้งใบ แล้วหายไปอย่างเร็วมาก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่เกิน 1 นาที
ในเป้ที่เพิ่งเอาไปมี เงินสดประมาณ 10000 บาทจากงานฝิ่น(หรือ freelance งานนอกจากการบริษัท ฉันโลภค่ะ) โน้ตบุ๊ค 1 เครื่อง งานในนั้นเพียบ สมัยนั้นยังไม่มีคลาวด์ น้ำตาอยากจะคลอ และกุญแจรถที่ไม่มีสำรอง)
สรุป 1 นาทีนั้น เสียตังค์เรือนหมื่น ฮือ ทำงานตั้งนาน เสียดายง่ะ
อืม เวลาโดนจี้นี่ มันจะงงๆนะ ขึ้นชั้นสองบอกป๊าฉันว่า “ป๊า เพิ่งโดนจี้อ่ะ” ป๊าก็คงงงๆ บอกว่า “เออ” แล้วดูบอลต่อ สัก 2 นาทีมั้งถึงจะแอคชั่น
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จับไม่ได้ ไม่มีกล้อง แต่ก็เรียกตำรวจนะ ตำรวจที่มาก็บอกว่า แถวนี้เริ่มมีวิ่งราวกลางคืนแล้ว
ฉันก็ยังคงทำงานเลิกดึกอยู่อีกสัก 3 ปี โชคดีที่ไม่มีเหตุอีก แต่ว่าฉันเริ่มเห็นว่า แถวนี้คนอยู่น้อยคนเหมือนกัน เงียบกว่าเดิม น่ากลัวกว่าเดิม เพราะตอนที่โดนจี้เสร็จ เดินออกมาจากตรอก มองไปที่ชั้นสองของแต่ละบ้าน มีแต่บ้านฉันและบ้านติดกันเท่านั้น นอกนั้นมืดล้วน นั่นคือ ทุกคนเริ่มย้ายออกไปอยู่ที่อื่น
นั่นคือ จุดเริ่มที่ทำให้ฉันเริ่มฉุกคิดขึ้นว่า “คลองถมที่ฉันรู้จัก น่าจะกำลังเปลี่ยนไป”
ปล. ที่เล่าให้ฟังนี่ เพราะหนังสือ “คลองถมโทเปีย” ที่ฉันได้เขียนบันทึกเรื่องราวของผู้คนย่านคลองถมที่ฉันคุ้นเคย และเพื่อให้พวกคุณบันเทิงในรูปแบบรวมเรื่องสั้น ได้เป็นหนังสือยอดขายอันดับ 1 ของสำนักพิมพ์ avocado ในงานสัปดาห์หนังสือปีนี้ เย่
ขอบคุณพวกคุณผู้อ่านจริงๆจากใจที่สนับสนุนฉัน โอ้ย ขอบคุณมากๆจริงๆ
และจะบอกว่า ถ้าคุณอ่านบทความนี้แล้วคิดว่าสนุก หนังสือเล่มนี้สนุกกว่านะ
ซื้อออนไลน์ได้ทางสำนักพิมพ์อะโวคาโด และกลางเดือนพ.ย.66 นี้
ซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศค่ะ
กราบขอบพระคุณ รำอวยพรพวกคุณในใจค่ะ
ไปละ บาย




